การสร้าง การปรับแต่งและการใช้งาน
ขั้นแรก ให้ติดตั้งตาไก่ซึ่งใช้เป็นขั้วต่อสายต่างๆลงบนแผ่นพริ้นท์ตามรูปที่ 2 หรือรูปที่ 3 ก่อน ต่อมาจึงใส่ตัวต้านทานค่าคงที่,ไดโอด,วาริแคป และอย่าลืมใส่เส้นลวดโยงข้ามลายพริ้นท์ J1, J2 ที่อยู่บนแผ่นพริ้นท์เอาไว้ด้วย
จากนั้นจึงติดตั้งขาใส่ฟิวส์ลงบนแผ่นพริ้นท์โดยต้องระวังให้หันด้านที่ใช้ใส่ฟิวส์เข้าหากันมิฉะนั้นจะใส่ฟิวส์ไม่ได้ การพับขาใส่ฟิวส์เข้ากับแผ่นพริ้นท์ต้องทำให้ดีพอ และการบัดกรีต้องทำให้แน่นหนาเพื่อไม่ให้หลุดหลวมง่าย เมื่อมีการเปลี่ยนฟิวส์ก่อนจะบัดกรีขาใส่ฟิวส์ขนาด 1A เอาไว้ก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าได้สามารถใส่ฟิวส์ลงได้ หลังจากบัดกรีแล้วต่อไปจึงติดตั้งตัวอุปกรณ์อื่นๆ เช่น ตัวต้านทานเกือกม้า, ทริมเมอร์, คาปาซิเตอร์ค่าต่างๆ, ทรานซิสเตอร์ตัวเล็ก, LED ฯลฯ และอันดับสุดท้ายคือติดตั้งทรานซิสเตอร์ตัวใหญ่ลงบนแผ่นพรินท์ เนื่องจากทรานซิสเตอร์ตัวใหญ่ทั้งสองตัวนี้จำเป็นต้องติดครีบระบายความร้อน จึงต้องมีการติดตั้งครีบระบายความร้อนให้กับทรานซิสเตอร์ก่อนบัดกรีลงบนแผ่นพริ้นท์ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ทรานซิสเตอร์ขาหักได้ง่ายเมื่อโดนกระทบกระแทก และเพื่อผลที่ดีทางด้านความถี่ จึงควรติดตั้งให้ตัวทรานซิสเตอร์แนบชิดลงบนแผ่นพริ้นท์
ในกรณีที่ใช้ครีบระบายความร้อนแบบรูปทรงสี่เหลี่ยมจะต้องระวังให้ตำแหน่งขาของทรานซิสเตอร์สัมพันธ์กับด้านของครีบระบายความร้อน ในอันที่จะทำให้การติดตั้งทรานซิสเตอร์แนบชิดลงบนแผ่นพริ้นท์ได้อย่างสะดวก โดยไม่ไปติดขัดกับ R9 และ R11 ที่อยู่บนแผ่นพริ้นท์ (บางครั้งอาจจะต้องมีการขยับ R9 และ R11 ให้ชิดกันมากขึ้น) เมื่อประกอบอุปกรณ์ลงบนแผ่นพริ้นท์และตรวจตราความถูกต้องเรียบร้อยแล้วให้ต่อสายอากาศเข้ากับแผงพริ้นท์ก่อนป้อนแรงดันจ่ายไฟ 12-15 VCC ให้กับวงจร ไม่ควรจ่ายแรงดันไฟเลี้ยงให้กับวงจรโดยไม่ผ่านฟิวส์ เพราะถ้าเกิดความผิดพลาดใดๆที่ทำให้วงจรดึงกระแสมากผิดปกติอาจจะทำให้อุปกรณ์บางตัวเสียได้ง่าย หากไม่มีฟิวส์คอยตัดวงจรเมื่อมีกระแสรวมของวงจรมากเกินขนาด สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือเอาท์พุททรานซิสเตอร์ T3, T4 อาจจะเสียได้ง่ายถ้าไม่ได้ต่อสายอากาศเอาไว้ในขณะที่มีการป้อนแรงดันไฟเลี้ยงให้วงจรทำงาน สายอากาศ, สายส่งที่ใช้กับวงจรนี้ควรจะเป็นแบบ 75 Ω ตามที่ระบุไว้ สายอากาศแบบง่ายๆที่ใช้กับเครื่องส่งนี้เป็นสายอากาศแบบไดโพลครึ่งความยาวคลื่นซึ่งมีความยาวสายอากาศข้างละ 75 ซม.เส้นลวดที่ใช้เป็นสายอากาศอาจจะทำด้วยสายไฟเส้นโตธรรมดาๆก็ได้ หรือถ้าต้องการอย่างที่มีความแข็งแรงกว่าก็ควรทำด้วยท่ออลูมิเนียม เพื่อให้สายอากาศได้แผ่กระจายคลื่นไปได้ไกลสูงสุดจึงควรมีการติดตั้งสายอากาศไว้นอกบ้าน โดยให้สายอากาศอยู่สูงเหนือสิ่งกีดขวางที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งจะทำให้การส่งคลื่นกระจายเสียงได้ผลดีที่สุดและความถี่ที่ใช้ในการส่งออกอากาศไม่ควรเกิน 100 MHz ถ้าเลือกส่งที่ความถี่ต่ำแถว 88 MHz ได้จะเป็นการดีเพราะที่ความถี่สูงมากขึ้นกำลังส่งออกอากาศของเครื่องส่งนี้จะลดลงเรื่อยๆ การปรับแต่งความถี่ของวงจรทำได้ด้วยการปรับจูนที่ทริมเมอร์ตัวเล็ก (TC1) ถ้ามีเครื่องวัดความถี่ที่เอาท์พุทของวงจรจะทำให้การปรับแต่งความถี่ทำได้สะดวกรวดเร็วขึ้น เสร็จแล้วปรับที่ทริมเมอร์ตัวใหญ่ (TC2) อีกครั้ง จนได้ความถี่ที่ต้องการและได้ความแรงของสัญญาณ RF ออกสูงสุด จากนั้นจึงทดลองป้อนสัญญาณเสียงเข้าทางอินพุทและปรับค่าที่เกือกม้า 10kΩ (P1) ซึ่งในที่นี้ทำหน้าที่เป็นตัวปรับระดับความแรงของสัญญาณเสียงที่เข้ามาม็อดกับความถี่คลื่นพาห์ของเครื่องส่ง ให้ปรับจนได้สัญญาณเสียงที่ดีและจะสังเกตได้ว่าถ้าอัตราการม็อดของสัญญาณเสียงมีมากเกินไป สัญญาณเสียงที่รับฟังได้จากทางเครื่องรับวิทยุจะแตกพร่า ส่วนวิธีการปรับแต่งสำหรับท่านที่ไม่มีเครื่องมือวัดในการปรับแต่งสามารถทำได้โดยการเอาเครื่องรับวิทยุ FM มาวางไว้ใกล้ๆเครื่องส่ง เปิดเครื่องรับให้เสียงดังพอสมควรและหมุนปรับความถี่บนหน้าปัดเครื่องรับไปยังช่วงความถี่ที่ต้องการออกอากาศ (ไม่ควรส่งที่ความถี่เกินกว่า 100 MHz) แล้วค่อยๆหมุนปรับที่ TC1 (ทริมเมอร์ตัวเล็ก) ของเครื่องส่งไปทีละน้อยจนได้ยินเสียงคลื่นรบกวนที่แรงที่สุดจากทางเครื่องรับ จากนั้นลองป้อนสัญญาณเสียงเข้าทางอินพุทเครื่องส่ง โดยปรับค่าตัวต้านทานเกือกม้า 10kΩ (P1) ไว้ที่กึ่งกลางแล้วค่อยๆหมุนปรับคลื่นทางเครื่องรับไปมาจนพบสัญญาณแรงที่สุด ต่อไปเลื่อนไปปรับที่ TC2 (ทริมเมอร์ตัวใหญ่) ทางเครื่องส่งอีกครั้ง จนได้สัญญาณเสียงที่ดีที่สุด ถ้าสัญญาณเสียงยังแตกพร่าให้ปรับที่ตัวต้านทานเกือกม้าอีกครั้ง เนื่องจากความถี่ออกอากาศของเครื่องส่งนี้กำเนิดขึ้นจากการทำงานของวงจรออสซิลเลเตอร์แบบอะสเตเบิ้ลมัลติไวเบรเตอร์และสัญญาณที่ได้จะถูกส่งเข้าไปออกอากาศที่สายอากาศโดยตรง จึงอาจจะทำให้มีความถี่ข้างเคียงส่งออกมาบ้างในระยะห่างจากเครื่องส่งประมาณ 1-2 เมตร ทำให้ผู้ที่ปรับจูนเครื่องโดยไม่ใช้เครื่องมือวัดไม่แน่ใจในความถี่ที่แท้จริงของเครื่องส่งในขณะที่ทำการปรับจูนเครื่อง มีวิธีสังเกตความถี่ของเครื่องส่งคือ ให้ลองหมุนหน้าปัดของเครื่องรับวิทยุหาสถานีไปเรื่อยๆ จะพบว่ามีเพียงความถี่เดียวเท่านั้นที่ให้สัญญาณ RF แรงที่สุดและเสียงดีที่สุด ซึ่งเป็นความถี่ที่แท้จริงของเครื่องส่งดังที่เราต้องการ ส่วนอีกประการคือสัญญาณ RF จากการส่งออกอากาศของเครื่องส่งนี้จะมีสัญญาณรบกวนในลักษณะเป็นเสียงหึ่งหรือเสียงฮัมปนอยู่บ้างเล็กน้อย ดังนั้นถ้ามีการป้อนสัญญาณจากไมโครโฟนเข้าทางจุดต่อสัญญาณระดับต่อของเครื่องส่งโดยตรง อาจจะทำให้ระดับความแรงของสัญญาณเสียงที่เข้าไปม็อดกับสัญญาณ RF มีไม่เพียงพอ เนื่องจากทรานซิสเตอร์ T1 ในภาคขยายสัญญาณเสียงมีอัตราการขยายสัญญาณไม่มากนัก จึงทำให้อัตราส่วนระหว่างสัญญาณเสียงกับสัญญาณรบกวนอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน และในการรับฟังจากทางเครื่องรับวิทยุจึงต้องเปิดให้เสียงดังมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เสียงสัญญาณรบกวนปนออกมาด้วยค่อนข้างมาก วิธีที่ดีที่สุดในการใช้งานเครื่องส่งเพื่อเป็นการแก้ปัญหานี้คือให้ป้อนสัญญาณเสียงผ่านภาคขยายขั้นต้นของเครื่องขยายเสียงก่อนป้อนสัญญาณเข้าทางจุดต่อสัญญาณระดับสูงของเครื่องส่ง แล้วควบคุมระดับความแรงของสัญญาณเสียงด้วยการเร่งหรือลดที่วอลลุ่มทางเครื่องขยายสียง ด้วยวิธีนี้จะทำให้สัญญาณเสียงที่รับฟังได้จากทางเครื่องรับอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ ภาคจ่ายไฟที่เหมาะกับเครื่องส่งนี้ควรจะมีการเรกูเลตแรงไฟให้ราบเรียบเพียงพอ และต้องมั่นใจได้ว่าสามารถจ่ายกระแสอย่างต่ำ 500 mA ให้กับเครื่องส่งได้โดยไม่มีปัญหา การใช้อะแด็ปเตอร์ AC-DC ขนาดเล็กที่มีขายกันทั่วไปกับเครื่องส่งนี้อาจจะทำให้เกิดปัญหาได้ เพราะอะแด็ปเตอร์แบบนี้จะมีแรงไฟไม่ราบเรียบเพียงพอและส่วนมากมักจะมีอัตราการจ่ายกระแสต่ำกว่าที่ระบุไว้บนตัวเครื่อง ส่วนอันนี้มันคือ เครื่องส่ง FM Stereo Multiplex รัศมีประมาณ 50 เมตรค่ะ หาซื้อได้ที่ร้านณัฐพงศ์หรือที่บ้านหม้อค่ะ (ซื้อมา 395 ค่ะ เสียยงชัดเจนดี) |