Home  :  Service และ แนะนำ  :  About Us  :  Contact Us ติดต่อเรา  :  เวปเพื่อนบ้าน  :  แลกเวปลิงค์  :  Map แผนที่ี  :  วิทยุ Live Radio  
 
มารู้จัก Solar Cell กันดีกว่า
ไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์
ฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ (Photovoltaics) ที่มา : วารสารประสิทธิภาพพลังงาน ฉบับที่ 46 บทนำ การพัฒนาแหล่งพลังงานที่สะอาดปราศจากมลพิษเพื่อชดเชยการใช้น้ำมันเป็นงานที่ท้าทายและสำคัญมากของนักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันในจำนวนโครงการผลิตพลังงานทดแทนทั้งหมดกล่าวได้ว่าโครงการผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์นั้นปราศจากมลภาวะเป็นพิษมีแหล่งพลังงานอยู่ทั่วไปและไม่สิ้นสุดดวงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานขนาดมหึมาพลังงานที่ดวงอาทิตย์สร้างขึ้นประมาณ 3.8x1023 กิโลวัตต์ (รูปที่1) แต่เนื่องจากระยะทางที่ห่างจากโลกเราถึง 93 ล้านไมล์ทำให้พลังงานที่ส่งมายังโลกลดน้อยลงพลังงานแสงอาทิตย์เดินทางมาถึงโลกประมาณ 1.8x1014 กิโลวัตต์ ถูกดูดซับโดยบรรยากาศและพื้นโลกประมาณ 1.25x1014 กิโลวัตต์ ในขณะที่พลังงานที่มนุษย์ใช้รวมกันทั้งโลกประมาณ 1x1010 กิโลวัตต์ จะเห็นได้ว่าพลังงานทีได้จากพลังงานแสงอาทิตย์มีมากกว่าพลังงานที่มนุษย์ใช้รวมกันทั้งโลกประมาณ 10,000 เท่า สำหรับประเทศไทยพื้นที่เกือบทั้งหมดสามารถรับพลังงานจากแสงอาทิตย์เฉลี่ยประมาณ 4.5 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อตารางเมตรต่อวันดังนั้น ในพื้นที่ 1 ตารางกิโลเมตร สามารถติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพื้นที่ประมาณ 1,500 ตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็นพื้นที่ประมาณ 0.3 % ของประเทศเท่านั้น รูปที่ 1 ปริมาณแสงอาทิตย์ที่เดินทางสู่โลก (ภาพจากบทความเรื่องเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ โดย ดร.ดุสิต เครืองาม ตีพิมพ์ในนิตยสารพลังงาน) ในอดีตการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์มีราคาแพงมาก แต่เนื่องจากปัจจุบันราคาของเซลล์แสงอาทิจย์ได้ลดลงมาอย่างมากและมีแนวโน้มว่าจะลดลงอีกเรื่อย ๆ เพราะประชาชนโดยทั่วไปได้ตระหนักถึงสภาวะแวดล้อมเป็นพิษเนื่องจากการใช้เชื้อเพลิงบรรพชีวินในการผลิตพลังงานจึงหันมาใช้เซลล์แสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ การผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์มีจุดเด่นที่สำคัญแตกต่าง


จากวิธีอื่นหลายประการดังต่อไปนี้


1. ไม่มีชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวในขณะที่ใช้งานจึงทำให้ไม่มีมลภาวะทางเสียง


2. ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะเป็นพิษจากขบวนการผลิตไฟฟ้า


3. มีการบำรุงรักษาน้อยมากและใช้งานแบบอัตโนมัติได้ง่าย


4. ประสิทธิภาพคงที่ไม่ขึ้นกับขนาดจากเซลล์แสงอาทิตย์ ขนาด 33 เมกะวัตต์ หรือ 165,000 กิโลวัตต์ชั่วโมงถ้าต้องการผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมดจำเป็นต้องใช้


5. ผลิตไฟฟ้าได้ทุกมุมโลกแม้บนเกาะเล็ก ๆ กลางทะเลบนยอดเขาสูงและในอวกาศ


6. ได้พลังงานไฟฟ้าโดยตรงซึ่งเป็นพลังงานที่นำมาใช้ได้สะดวกที่สุด เพราะการส่งและการเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้า สารกึ่งตัวนำกับไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ Photovoltaic (PV) หมายถึงขบวนการผลิตไฟฟ้าจากการตกกระทบของแสงบนวัตถุที่มีความสามารถในการเปลี่ยนพลังงานแสงเป็นพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรงวัสดุที่มีความสามารถในการเปลี่ยนพลังงานดังกล่าวคือสารกึ่งตัวนำเมื่อนำมาผลิตเป็นอุปกรณ์สำหรับเปลี่ยนพลังงานแสงให้เป็นพลังงานไฟฟ้า เรียกว่า Solar Photovoltaic Cell หรือ Solar Cell นั่นเอง


สารกึ่งตัวนำที่นิยมนำมาผลิตเป็น Solar Cell ได้แก่ ซิลิคอนที่มีรูปผลึกและไม่มีรูปผลึก (Crystalline และ Amorphous Silicon ) แกลเลี่ยม อาเซไนด์ (Gallium Arrsenide) อินเดียม ฟอสไฟด์ (Indium Phosphide) แคดเมียม เทลเลอไรด์ (Cadmium Telluride) และคอปเปอร์ อินเดียม ไดเซเลไนด์ (Copper Indium Diselenide CIS) เป็นต้น การค้นพบการตอบสนองทางไฟฟ้าเมื่อมีแสงตกกระทบบนวัตถุถูกค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์ชื่อ Edmond Becquerel ในปี ค.ศ. 1839 เขาได้สังเกตุเห็นว่าเมื่อมีแสงตกกระทบบนด้านหนึ่งของ Electrochemical Cell แล้วจะมีการผลิตกระแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้นต่อจากนั้นได้มีการผลิต Selenium Photovoltaic Cell ขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1883 ในปี ค.ศ. 1905 มีการค้นพบว่าจำนวนระดับพลังงานของอิเล็กตรอนของวัสดุที่มีความไวต่อแสงจะเปลี่ยนแปลงไปตามความเข้มและความยาวคลื่นของแสงที่ตกกระทบบนวัสดุนั้น ๆ การทำงานของเซลล์แสงอาทิตย์



ทำไมแสงอาทิตย์จึงสามารถเปลี่ยนเป็นไฟฟ้า ได้คำถามนี้อาจอธิบายได้ดังนี้รังสีของดวงอาทิตย์ประกอบอนุภาคของพลังงานที่เรียกว่า "โฟตอน (Pohton) โฟตอนจะถ่ายเทพลังงานให้กับอิเล็กตรอนในสารกึ่งตัวนำของเซลล์แสงอาทิตย์จนอยู่ในสถานะ Excited State เมื่ออิเล็กตรอนได้รับพลังงานจากโฟตอนแล้ว (Excited Electron) จะกระโดดออกมาจากอะตอมและสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระดังนั้นเมื่ออิเล็กตรอนเคลื่อนที่ครบวงจรจะทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าขึ้นขั้วไฟฟ้า (Electrode) ที่อิเล็กตรอนมารวมกันและเคลื่อนที่ผ่านเรียกว่า "ขั้วลบ" และขั้วที่อยู่ตรงข้ามจะเรียกว่า "ขั้วบวก" เมื่อขั้วทั้ง 2 ถูกต่อด้วยหลอดไฟฟ้าก็จะทำให้มีแสงสว่างเกิดขึ้นสารกึ่งตัวนำที่นิยมนำมาผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ ในปัจจุบันคือสารซิลิคอนสาเหตุเพราะมีราคาต่ำและหาได้ง่ายในธรรมชาติ การผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ สารซิลิคอนบริสุทธิ์ปรกติจะมีความเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ต่ำมากเพราะอิเล็กตรอนไม่มีการเคลื่อนที่ในบอนด์ แต่เมื่อใช้วิธีการโดปปิ้ง (Doping) โดยสารโบรอน (Boron) จะทำให้ความเป็นตัวนำไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเพราะโบรอน (Boron) จะทำตัวเป็นตัวพาประจุ (Charge Carrier) ซึ่งเป็นประจุบวกคือไม่มีอิเล็กตรอนแต่จะเป็นช่องว่างที่เรียกว่า Gaps หรือโฮล (holes) ซึ่งอิเล็กตรอนจะมาจับคู่ด้วยในโครงสร้างของรูปผลึกสารซิลิคอนเมื่อผ่านขบวนการนี้แล้ว เรียกว่า P-type การโดปปิ้งอีกแบบหนึ่งโดยใช้สาร ฟอสฟอรัส (Phosphorous) สารซิลิคอนที่ผ่านขบวนการโดปปิ้งแล้วเรียกว่า N-type ซึ่งหมายความว่าฟอสฟอรัสจะทำหน้าที่เป็นตัวพาอิเล็กตรอนหรือประจุลบเหมือนกับในโลหะทั่วไป ซิลิคอนเกือบทั้งหมดในเซลล์แสงอาทิตย์ คือส่วนที่เป็น P-type ในขณะที่ผิวส่วนหน้าของเซลล์ด้านที่แสงตกกระทบจะเป็นเพียงชั้นบาง ๆ เป็นแบบ N-type รอยต่อที่อยู่ระหว่างชั้นทั้ง 2 เรียกว่า pn junction ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดในเซลล์แสงอาทิตย์เพราะจะเป็นบริเวณที่มีประจุอิสระเคลื่อนที่ผ่านและทำให้เกิดแรงเคลื่อนไฟฟ้าขึ้นระหว่าง Junction ในส่วนของซิลิคอนที่เป็น N-type นั้นอิเล็กตรอนสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระที่อุณหภูมิของห้องในขณะที่ซิลิคอนส่วนที่เป็น P-type มีส่วนที่เรี่ยกว่าโฮล คือส่วนที่อิเล็กตรอนขาดหายไป (Electron space) สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระที่อุณหภูมิของห้องเช่นกัน เมื่อประจุอิสระเหล่านี้เคลื่อนที่ข้ามรอยต่อ pn junction จะเกิดแรงเคลื่อนไฟฟ้า (Voltage) ระหว่างรอยต่อบนสารกึ่งตัวนำก็จะเกิดการผลิตประจุอิเล็กตรอนอิสระและโฮลขึ้นอย่างมากมาย มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่าง pn junction แรงเคลื่อนไฟฟ้าเกิดขึ้นการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนซึ่งก็คือการเกิดกระแสไฟฟ้าขึ้นนั่นเอง



ในการผลิตเซลล์เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดนั้นได้มีการปรับปรุงใน 2 ลักษณะคือ ให้หน้าสัมผัสโลหะเชื่อมติดกับผิวด้านหน้าของเซลล์เพื่อที่จะรวบรวมประจุโดยไม่มีการบดบังแสงที่มาตกกระทบมากนัก ลักษณะสุดท้าย คือการเคลือบสารลดการสะท้อนที่ด้านหน้าของเซลล์เพื่อลดการสะท้อนกลับของแสง คุณสมบัติเด่นของสารเซลล์แสงอาทิตย์แบบซิลิคอนคือ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ถึง 0.5 V. ไม่เกิดเสียงในขณะผลิตกระแสไฟฟ้าไม่มีส่วนที่เคลื่อนไหวจึงไม่มีการสึกหรอคงทน มีอายุการใช้งานที่ยาวนานถ้ามีการป้องกันความชื้นที่ดี รูปที่ 2 แสดงถึงโครงสร้างของเซลล์ที่ทำจากซิลิคอน รูปที่ 3 อธิบายการทำงานของเซลล์แสงอาทิตย์ คำอธิบายการทำงานของเซลล์แสงอาทิตย์ (รูปที่ 3) ขั้นตอนที่ 1 N type ซิลิคอนซึ่งอยู่ด้านหน้าของเซลล์คือสารกึ่งตัวนำที่ได้การโดปปิงด้วยสารฟอสฟอรัสมีคุณสมบัติเป็นตัวให้อิเล็กตรอนเมื่อรับพลังงาน จากแสงอาทิตย์ N type ซิลิคอนคือ สารกึ่งตัวนำที่ได้การโดปปิงด้วยสารโบรอน ทำให้โครงสร้างของอะตอมสูญเสียอิเล็กตรอน (โฮล) เมื่อรับพลังงานจากแสงอาทิตย์จะทำหน้าที่เป็นตัวรับอิเล็กตรอน เมื่อนำซิลิคอนทั้ง 2 ชนิดมาประกบต่อกันด้วย pn junction จึงทำให้เกิดเป็นเซลล์แสงอาทิตย์ ในสภาวะที่ยังไม่มีแสงแดด N type ซิลิคอน ซึ่งอยู่ด้านหน้าของเซลล์ส่วนประกอบส่วนใหญ่พร้อมจะให้อิเล็กตรอนแต่ก็ยังมีโฮลปะปนอยู่บ้างเล็กน้อยด้านหน้าของ N type จะมีแถบโลหะเรียกว่า (Front electrode) ทำหน้าที่เป็นตัวรับอิเล็กตรอน ส่วน P type ซิลิคอนซึ่งอยู่ด้านหลังของเซลล์โครงสร้างส่วนใหญ่เป็นโฮลแต่ยังคงมีอิเล็กตรอนปะปนบ้างเล็กน้อยด้านหลังของ P type ซิลิคอนจะมีแถบโลหะเรียกว่า back electrode ทำหน้าที่เป็นตัวรวบรวมโฮล


ขั้นตอนที่2 เมื่อมีแสงอาทิตย์ตกกระทบแสงอาทิตย์จะถ่ายเทพลังงานให้กับอิเล็กตรอน และโฮลทำให้เกิดการเคลื่อนไหวเมื่อพลังสูงพอทั้งอิเล็กตรอนและโฮลจะวิ่งเข้าหาเพื่อจับคู่กันอิเล็กตรอนจะวิ่งไปยังชั้น N type และโฮลจะวิ่งไปยังชั้น P type ขั้นตอนที่ 3 อิเล็กตรอนวิ่งไปรวมกันที่ Front electrode และโฮลวิ่งไปรวมกันที่ back electrode เมื่อมีการต่อวงจรไฟฟ้า จาก Front electrode และ back electrode ให้ครบวงจรก็จะเกิดกระแสไฟฟ้าขึ้นเนื่องจากทั้งอิเล็กตอรนและโฮลจะวิ่ง เพื่อจับคู่กัน วัสดุที่ใช้ทำเซลล์แสงอาทิตย์ วัสดุสำคัญที่ใช้ทำเซลล์แสงอาทิตย์ในปัจจุบันได้แก่สารซิลิคอน (Si) ซึ่งเป็นสารชนิดเดียวกับที่ใช้ทำชิพในคอมพิวเตอร์และเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ซิลิคอนเป็นสารซี่งไม่มีพิษมีการนำมาผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ใช้กันอย่างแพร่หลาย เพราะมีราคาถูกคงทน และเชื่อถือได้


วัสดุชนิดอื่นที่สามารถนำมาผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ได้ เช่น แกลเลียม อาเซไนด์ หรือแคดเมียม เทลเลอไรด์ แต่ยังมีราคาค่อนข้างสูงหรือยังไม่มีการพิสูจน์ว่าสามารถใช้งานได้นานกว่า 20 ปี ข้อเสียของเซลล์แสงอาทิตย์แบบซิลิคอน คือ กรรมวิธีการเตรียมให้บริสุทธิ์และอยู่ในรูปของสารที่พร้อมทำเซลล์แสงอาทิตย์ยังมีราคาแพงและแตกหักได้ง่าย เมื่อถึงขั้นตอนสุดท้าย เซลล์แสงอาทิตย์ซิลิคอนที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุด คือ อะตอมเรียงกัน เป็นแบบผลึกเดี่ยว (Single Crystal) หรือที่รู้จักกันในชื่อ (Monoceystalling) การเตรียมสารซิลิคอนชนิดนี้เริ่มต้นจากนำสารซิลิคอนมาหลอมละลายแล้วทำให้เกิดการจับตัวกันเป็นผลึกเล็ก ๆ จากนั้นจะขยายขนาดขึ้นเรื่อย ๆ จนเป็นแท่งผลึก นำแท่งผลึกมาตัดให้เป็นแผ่นบาง ๆ ด้วยเลื่อยตัดเพชรจากนั้นเป็นขบวนการทำให้ผิวให้เรียบโดยใช้สารละลายอัลคาไล การผลิต เซลล์แสงอาทิตย์อีกวิธีหนึ่งที่มีค่าใช้จ่ายถูกกว่าวิธีแรกคือการเทสารละลายซิลิคอนลงในแบบพิมพ์ เมื่อสารละลายซิลิคอนแข็งตัวก็จะได้เป็นแท่งซิลิคอนแบบผลึกรวม (Polycrystalline) ความแตกต่างระหว่างแบบผลึกเดี่ยวและแบบผลึกรวมสังเกตได้จากแบบผลึกรวมจะเห็นหน้าผลึกหลาย ๆ หน้าในแผ่นเซลล์ ในขณะที่แบบผลึกเดี่ยวจะเห็นเป็นสีเดียว คือสีน้ำเงินเข้ม เซลล์แสงอาทิตย์ซิลิคอนแบบผลึกรวมนี้จะให้ประสิทธิภาพต่ำกว่าแบบผลึกเดี่ยว อย่างไรก็ตาม เซลล์ทั้ง 2 ชนิดมีข้อเสีย คือแตกหักง่าย



การผลิตเซลล์แสงอาทิตย์อีกชนิดหนึ่งคือ การนำเทคนิคการเคลือบสารซิลิคอนที่เป็นพิล์มบาง (Thin film) บนแผ่นแก้วหรือแผ่นโลหะสารซิลิคอนที่ใช้เป็นแบบไม่มีรูปผลึกหรืออะมอฟัส (Amorphous) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนรูปพลังงานต่ำกว่า 2 แบบแรก แต่ปัจจุบันได้มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการผลิตทำให้สามารถลดต้นทุนการผลิตลงและเพิ่มประสิทธิภาพขึ้นด้วย เช่น เซลล์แสงอาทิตย์แบบฟิล์มบางที่มีโครงสร้างเป็นหลายชั้น (Triple junction structure) เป็นต้น ข้อดีของเซลล์แบบอะมอฟัส คือ มีน้ำหนักเบา สามารถบิดงอได้โดยไม่แตกหัก ในมุมมองของสถาปนิกยังให้ความสำคัญต่อความสวยงามของวัสดุที่ทำเซลล์อีกด้วย เซลล์แสงอาทิตย์แบบผลึกเดี่ยวจะเป็นสีน้ำเงิน และเป็นเนื้อเดียวกันแบบผลึกรวมมีสีน้ำเงินเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ลวดลายบนหน้าผลึก ส่วนเซลล์แบบแผ่นบางไม่มีรูปผลึกจะมีสีน้ำตาลเหมือนกับที่ใช้ในเครื่องคิดเลขจากข้อจำกัดเหล่านี้ผู้ผลิตบางรายได้พยายามที่จะเปลี่ยนสีของเซลล์นั้นอาจทำให้เกิดการสะท้อนกลับของแสงที่ตกกระทบสูงขึ้นมีผลให้ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าลดลง แผงเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Modules) แรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ผลิตขึ้นจากเซลล์เซลล์เดี่ยวจะมีค่าต่ำมากการนำมาใช้งานจะต้องนำเซลล์หลาย ๆ เซลล์มาต่อกันแบบอนุกรม เพื่อเพิ่มค่าแรงเคลื่อนไฟฟ้าให้สูงขึ้น เซลล์ที่นำมาต่อกันในจำนวนและขนาดที่เหมาะสม เรียกว่าแผงเซลล์แสงอาทิตย์ได้ดีและยังเป็นเกราะป้องกันแผ่นเซลล์อีกด้วยแผงเซลล์จะต้องมีการป้องกันความชื้นที่ดีมากเพราะจะต้องอยู่กลางแดดกลางฝนเป็นเวลายาวนานในการประกอบจะต้องใช้วัสดุที่มีความคงทนและป้องกันความชื้นที่ดีเช่น ซิลิโคน และอีวีเอ (Ethelene Viny 1 Acetate) เป็นต้นเพื่อเป็นการป้องกันแผ่นกระจกด้านบนของแผงเซลล์จึงต้องมีการทำกรอบด้วยวัสดุทีมีความแข็งแรงแต่บางครั้งก็ไม่มีความจำเป็นถ้ามีการเสริมความแข็งแรงของแผ่นกระจกให้เพียงพอซึ่งก็สามารถทดแทนการทำกรอบได้เช่นกันดังนั้นแผงเซลล์จึงมีลักษณะเป็นแผ่นเรียบ (Laminate) ซึ่งสะดวกในการติดตั้ง เซลล์แสงอาทิตย์ 1 เซลล์จะทำให้เกิดแรงเคลื่อนไฟฟ้าได้ 0.5 โวลท์ (DC) โดยไม่ขึ้นกับขนาดของเซลล์ส่วนกระแสที่ผลิตได้จะขึ้นอยู่กับขนาดของเซลล์ เช่น เซลล์ที่มีพื้นที่ 4 X 4 ตารางนิ้วจะให้กระแสประมาณ 3 แอมแปร์ กำลังผลิตประมาณ 15 วัตต์ ในกรณีที่ต้องการให้แรงเคลื่อนไฟฟ้าสูงขึ้นทำได้โดยการต่อเซลล์กันแบบอนุกรม (ขั้วบวกต่อเข้ากับขั้วลบของอีกเซลล์หนึ่ง) แต่ถ้าต้องการเพิ่มกระแสต้องต่อกันแบบขนาน (ขั้วบวกต่อกับขั้วบวกของอีกเซลล์) เซลล์ภายในแผงเซลล์แสงอาทิตย์จะมีขั้วต่อที่เป็นขั้วบวกและขั้วลบต่อกับแบบอนุกรมแล้วต่อรวมออกมานอกแผงเซลล์ (รูปที่ 4) โดยทั่วไปแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่มีขายในท้องตลาดจะมีแรงเคลื่อนสูงสุดประมาณ 21-22 โวลท์ รูปที่ 4 โครงสร้างของแผงเซลล์แสงอาทิตย์ แบบผลึกซิลิกอน ชุดแผงเซลล์แสงอาทิตย์ (PV Array) สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจของเซลล์แสงอาทิตย์ก็คือกำลังผลิตที่สามารถเพิ่มโดยการต่อแผงเซลล์แสงอาทิตย์เข้าด้วยกันเป็นชุดหรือแถว (Array) ภายในชุดของแผงเซลล์แสงอาทิตย์ มีหลักการต่อ 2 วิธีคือ ต้องการเพิ่มแรงเคลื่อนไฟฟ้าต้องต่อแบบอนุกรมต้องการเพิ่มกระแสให้ต่อแบบขนาน ในกรณีของโครงการระบบผลิต และจำหน่ายไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคาบ้าน 10 หลังแรกของประเทศไทยออกแบบระบบไว้ดังนี้ -


กำหนดแรงเคลื่อน (Rated Voltage) ที่ 255 โวลท์กระแสตรงใช้แผงเซลล์ต่ออนุกรมชุดละ 15 แผง - ใช้ 2 ชุด ต้องใช้แผงทั้งหมด 30 แผง - แผงเซลล์แต่ละแผงมีกำลังผลิตสูงสุด 75 วัตต์กำลังผลิตสูงสุด 2,250 กิโลวัตต์


- แผงหันไปทางทิศใต้ทำมุมเอียง 15-45 องศากับแนวนอนขึ้นอยู่กับบ้านแต่ละหลัง


- ความเข้มแสงอาทิตย์เฉลี่ยต่อวันใน 1 ปี 4.5 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ต่อรางเมตร - พลังงานไฟฟ้าที่คาดว่าจะผลิตได้ปีละ 2,800 3,600 กิโลวัตต์-ชั่วโมง


- ขนาดของแผงแต่ละแผง 1.20X0.527 เมตรแต่ละชุดมีพื้นที่เฉลี่ย 20 ตารางเมตร ร่มเงามีผลอย่างไรต่อการผลิตกระแสไฟฟ้า บ้านพลังแสงอาทิตย์ 10 หลังแรกของประเทศไทยก็เหมือนกับติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์โดยทั่วไปกล่าวคือ ชุดแผงเซลล์แสงอาทิตย์จะผลิตไฟฟ้ากระแสตรงก่อนถูกแปลงให้เป็นกระแสสลับ 220 โวลท์ โดยเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) เครื่องแปลงกระแสจะต่อตรงเข้ารับระบบหลักของบ้านดังนั้นกระแสไฟฟ้าที่ผลิตจากเซลล์แสงอาทิตย์จึงสามารถใช้ได้ทันทีแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ติดตั้งให้กับผู้ร่วมโครงการมีแรงเคลื่อนไฟฟ้ากระแสตรง 255 โวลท์ (ชนิดผลึกเดี่ยว) และ 240 โวลท์ (ชนิดอะมอร์ฟัส) ซึ่งเป็นค่าที่เหมาะสมกับเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าที่ใช้ในโครงการนี้ในบางกรณีในสถานีที่ไม่ต้องการใช้ไฟฟ้ามากนักไฟฟ้าที่ผลิตได้จะไม่ถูกเปลี่ยนเป็นไฟฟ้ากระแสสลับยังคงเป็นไฟฟ้ากระแสตรงที่มีแรงเคลื่อนต่ำเพื่อใช้กับเครี่องใช้ไฟฟ้าที่มีความเหมาะสมพลังงานที่ผลิตได้จะเก็บไว้ในแบตเตอรี่ขนาด 12 โวลท์ ดังนั้นแผงเซลล์แสงอาทิตย์โดยทั่วไปจะถูกออกแบบให้สามารถประจุไฟฟ้าเข้าแบตเตอรี่ได้โดยตรงถึงแม้ว่าแรงเคลื่อนไฟฟ้าสูงสุดในแต่ละแผงประมาณ 21-22 โวลท์ แต่เมื่อใช้งานจริงแรงเคลื่อนไฟฟ้าจะลดลงเหลือ 16-17 โวลท์เท่านั้นซึ่งเท่ากับกระแสที่ใช้ในการชาร์จแบตเตอรี่ทั่วไป ดังนั้นเมื่อนำเซลล์แสงอาทิตย์มาใช้ชาร์จแบตเตอรี่ จึงไม่จำเป็นต้องนำแผงมาต่อกันแบบอนุกรมเพื่อเพิ่มแรงเคลื่อนไฟฟ้า แต่อย่างใด แผงเซลล์แสงอาทิตย์หากถูกบดบังจากร่มเงาแม้จะเป็นพื้นที่เพียงเล็กน้อยก็ตามแต่ก็มีผลต่อพลังงานที่ผลิตอย่างมาก การต่อแบบอนุกรมของตัวเซลล์ภายในแผงนั้นหมายถึงการที่เซลล์แต่ละเซลล์ยอมให้กระแสไหลผ่านได้แต่เมื่อเซลล์ ๆ หนึ่งถูกบดบังไม่เพียงแต่เซลล์ ๆ นั้นจะไม่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้แล้ว แต่ยังเป็นอุปสรรคต่อการไหลผ่านของไฟฟ้าในวงจรอีกด้วย (ในขบวนการผลิตไฟฟ้าของเซลล์แสงอาทิตย์เห็นได้ว่าโฟตอนจะทำให้เกิดการพาประจุใน pn junction ดังนั้นประจุจะไม่สามารถไหลผ่าน pn junction ได้โดยปราศจาก โฟตอน) ดังนั้นการถูกบดบังแม้จะเป็นเซลล์เพียงเซลล์เดียวก็ตามแต่ก็มีผลเหมือนกับการถูกบดบังทั้งแผงเซลล์เลยทีเดียว ซึ่งผลกระทบนี้สามารถลดได้ถ้ามีการต่อระบบแบบขนาน คุณสมบัติทางไฟฟ้าของเซลล์แสงอาทิตย์ คุณสมบัติทางไฟฟ้าของเซลล์แสงอาทิตย์สามารถแสดงได้โดยใช้ I-V curve ซึ่งมีประโยชน์มากสำหรับใช้ตรวจสอบกำลังผลิตสูงสุดของเซลล์แสงอาทิตย์ หมายถึงกระแสไฟฟ้า ซึ่งแทนด้วยเส้นกราฟในแกน Y และ V หมายถึง แรงเคลื่อนไฟฟ้าแทนด้วยเส้นกราฟในแกน X รูปที่ 5 การสร้าง I-V curve I-V curve มาตรฐานที่ใช้สำหรับหากำลังผลิตสูงสุด หรือ Wp (peak watts) ของแผงเซลล์แสงอาทิตย์นั้น ได้มาจากทดสอบในสภาวะมาตรฐานที่กำหนดโดยใช้แสงส่องสว่างมาตรฐาน (Solar simulator) ที่อุณหภูมิของเซลล์คงที่ 25๐ ในการสร้าง I-V curve สิ่งแรกต้องวัดก็คือแรงเคลื่อนไฟฟ้า (V) ที่ไม่มีการต่อโหลดเราเรียกว่า Open circuit voltage จะให้ค่าแรงเคลื่อนไฟฟ้าในแกน X (V) เพราะไม่มีกระแสไหลผ่าน (รูปที่ 5) จุดทุกจุดเข้าด้วยกันจะเกิดเป็น I-V curve เมื่อต่อโหลดที่มีค่าต่าง ๆ กันค่าของกระแสและแรงเคลื่อนจะถูกบันทึกเก็บไว้ เมื่อต่อภายใต้สภาวะเฉพาะของ Irradiance และอุณหภูมิต่าง ๆ กันสิ่งที่น่าสนใจที่สุดก็คือ กำลังงานสูงสุด (maximum power) ที่ได้ในแต่ละภายใต้สภาวะนั้น ๆ ในทางไฟฟ้ากำลังงานที่ได้มีหน่วยเป็นวัตต์ (Watt) ซึ่งเกิดจากแรงเคลื่อนและกระแสไฟฟ้าสำหรับกำลังงานสูงสุด (maximum power) จะถูกแทนด้วยรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีพื้นที่มากที่สุดภายใต้เส้น I-V curve โดยจุดสัมผัสที่อยู่บนเส้น curve เรียกว่า knee (รูปที่ 6) ซึ่งมีหน่วยเป็นวัตต์สูงสุด (Wp) หรือ peak watt ค่านี้จะถูกระบุไว้ในข้อกำหนด (Speciflcation) ของแผงเซลล์แสงอาทิตย์จากบริษัทผู้ผลิต รูปที่ 6 คุณสมบัติทางไฟฟ้าของ เซลล์แสงอาทิตย์โดยใช้ I-V curve ต่างกับการจ่ายระบบไฟฟ้าจากดีเซลที่เป็นกระแสสลับ 230 โวลท์ ไม่มีการจำกัดจำนวนอุปกรณ์ที่ใช้ แต่ถ้าเป็นเซลล์แสงอาทิตย์ยิ่งใช้กระแสมาก แรงเคลื่อนไฟฟ้าก็จะตกจึงมีข้อจำกัดในการใช้ (จากการทำงานของเซลล์แสงอาทิตย์ที่อธิบายไว้ในตอนต้นจะเห็นได้ว่า โฟตอนในแสงแดดถูกดูดซับโดยเซลล์แสงอาทิตย์ จะทำให้เกิดตัวพาประจุ (charge carrier) 1 คู่ ดังนั้นปริมาณกระแสไฟฟ้าจึงขึ้นกับปริมาณความเข้มของแสงอาทิตย์โดยตรง ถ้าเซลล์แสงอาทิตย์ถูกทำให้เกิดการลัดวงจรโดยใช้แอมป์มิเตอร์ค่าที่วัดได้เรียกว่า Short circuit current ซึ่งจะให้ค่าบนแกน Y (I) เพราะว่าในสภาวะการณ์เช่นนั้นค่าแรงเคลื่อนไฟฟ้ามีค่าน้อยที่สุด หมายเหตุการทำให้เกิดการลัดวงจรในเซลล์แสงอาทิตย์จะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายกับแผงเซลล์ ข้อกำหนดของกำลังผลิตสูงสุด (The peak power specification) Wp หมายถึง กำลังผลิตสูงสุด (Peak Watt) ที่ใช้วัดกำลังผลิตไฟฟ้าสูงสุดของแผงเซลล์ภายใต้สภาวะมาตรฐานที่ใช้ในการทดสอบซึ่งมีหน่วยเป็นวัตต์ (watt) กำลังผลิตสูงสุดของแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่บริษัทผู้ผลิตแสดงไว้ที่แผงนั้นได้จาก I-V curve ที่ทดสอบในสภาวะมาตรฐานโดยกำหนดความเข้มของแสงตกกระทบที่ 1,000 W/M 2 ณ. อุณหภูมิของเซลล์ 25๐ (รูปที่ 7) กำลังผลิตสูงสุดของระบบเซลล์แสงอาทิตย์จะสัมผัสกับความเข้มของแสงอาทิตย์และอุณหภูมิของแผงเซลล์เป็นสำคัญในการใช้งานเพื่อให้เกิดกำลังงานสูงสุด (Maximum power) จึงจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ต่อพ่วงกับระบบเซลล์แสงอาทิตย์เรียกว่า Maximum Power Point Tracking (MPPT) คือเป็นตัวที่กำหนดจุดทำงานของแผงเซลล์หรือชุดแผงเซลล์ที่จุดให้กำลังงานสูงสุดจาก I-V curve ซึ่งชุด MPPT นี้สามารถใช้งานได้โดยตรงกับปั๊มน้ำประจุแบตเตอรี่และเครื่องแปลงกระแส (Inverter) ซึ่งเครื่องแปลงกระแสที่ออกแบบอย่างดีจะมีอุปกรณ์ MPPT อยู่ในเครื่องแล้ว รูปที่ 7 I-V curve ที่แสดง peak power ความลาดเอียงของแผง ในการติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์จะต้องติดตั้งให้มีความลาดเอียงเพียงพอเพื่อที่จะให้ได้รับแสงแดดมากที่สุดและอีกประการหนึ่งเพื่อให้เกิดการระบายนำฝนได้อย่างรวดเร็ว เพื่อเป็นการชำระล้างสิ่งสกปรกที่ติดค้างอยู่บนแผงเซลล์ด้วย การเลือกมุมความลาดเอียง และทิศทางของแผงที่เหมาะสมนั้น จะขึ้นอยู่กับตำแหน่งของสถานที่ว่าตั้งอยู่เส้นรุ้งเท่าไร สำหรับประเทศไทยดีที่สุด คือ 15 องศา โดยมีทิศทางหันหน้าไปทางทิศใต้แต่อย่างไรก็ตามถ้ามีการนำเซลล์แสงอาทิตย์ไปติดบนหลังคาบ้านมุมเอียงของแผงโดยทั่วไปจะอยู่ในช่วง 15-45 องศา หรือขึ้นกับความลาดเอียงของหลังคาบ้านเป็นสำคัญ อีกวิธีหนึ่งที่ทำให้เซลล์แสงอาทิตย์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดก็คือ การปรับแผงให้เอียงตามการโคจรของดวงอาทิตย์ (Tracking) แต่วิธีนี้จะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากดังนั้นในทางปฎิบัติจึงติดตั้งแผงให้มีความลาดเอียงที่ค่าใดค่าหนึ่งเท่านั้น ปริมาณพลังงานแสงอาทิตย์ ถึงแม้ว่าจำนวนชั่วโมงที่พระอาทิตย์ส่องสว่างมายังพื้นโลกจะสามารถหาได้โดยใช้ข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยาแต่ข้อมูลนี้ไม่สามารถนำไปใช้ในการคำนวณหาปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้จากเซลล์แสงอาทิตย์เพราะว่าปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตจากเซลล์แสงอาทิตย์จะขึ้นอยู่กับอัตราการตกกระทบของรังสีดวงอาทิตย์ทั้งที่เป็นรังสีตรงและรังสีกระจากย (global irradience) ณ. ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง (Insolation) โดยมีหน่วยเป็นกิโลวัตต์ - ชั้วโมงต่อ ตารางเมตร (kWh / m2 ) ข้อสังเกตอัตราการตกกระทบของรังสีดวงอาทิตย์ที่ถือว่าเป็นมาตรฐานที่ใช้สำหรับเป็นตัวกำหนดกำลังงานสูงสุดนั้นมีค่าเท่ากับ 1,000 วัตต์ ต่อตารางเมตร หรือ 1 กิโลวัตต์ต่อตารางเมตร ในทางกลับกันเราอาจจะกล่าวถึงพลังงานที่ตกกระทบพื้นผิวในแต่ละวันในรูปของจำนวนชั่วโมงการได้รับกำลังงานสูงสุดคงที่ 1 กิโลวัตต์ต่อตารางเมตร (Peak hour per day) ซึ่งเท่ากับจำนวนกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อตารางเมตรต่อวัน (Kwh / m 2 per day) สมรรถนะของระบบ ปริมาณของพลังงานที่ผลิตได้ใน 1 วัน จากเซลล์แสงอาทิตย์จะขึ้นอยู่กับสภาวะอากาศและฤดูกาลเพื่อที่จะตัดปัญหาความยุ่งยากต่าง ๆ ในการคำนวณหาสมรรถนะของระบบนั้นควรใช้ปริมาณพลังงานไฟฟ้าเฉลี่ยที่ผลิตในเวลา 1 ปี ซึ่งมีหน่วยเป็นกิโลวัตต์ - ชั่วโมง (kWh) หน่วยหรือหน่วย (Unit) ซึ่งเหมือนกับการวัดปริมาณการใช้ไฟฟ้าตามบ้านเรือนทั่วไปผลผลิตที่ได้ในรอบปีขึ้นอยู่กับ 3 องค์ประกอบดังนี้ 1. ปริมาณพลังงานแสงอาทิตย์ (Insolation) ปริมาณพลังงานแสงอาทิตย์ที่ตกกระทบบนแผงเซลล์แสงอาทิตย์ในรอบปี (Annual insolation) จะขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของพื้นที่มุมเอียงของแผงและทิศทางที่เบี่ยงเบนจากทิศใต้ 2. อุณหภูมิของเซลล์แสงอาทิตย์ในขณะทำงานเป็นตัวแปรตัวหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อกำลังผลิตของเซลล์แสงอาทิตย์โดยทั่วไปประสิทธิภาพของเซลล์จะลดลง 0.5 % เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น 1 องศา 3. ประสิทธิภาพของระบบ (Electrical conversion efficiency) ระบบเซลล์แสงอาทิตย์ส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยชุดแผงเซลล์แสงอาทิตย์อุปกรณ์ต่อเชื่อมและเครื่องแปลงกระแสดังนั้นประสิทธิภาพของระบบจึงขึ้นอยู่กับคุณภาพของอุปกรณ์ดังกล่าว พลังงานที่ผลิตได้ใน 1 ปี (Annual specific yield) เป็นพารามิเตอร์ที่สำคัญที่ใช้ในการเปรียบเทียบ และวัดสมรรถนะของระบบซึ่งคำนวณได้จากพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมด (Totak electric output) หารด้วยกำลังผลิตสูงสุดชุดแผงเซลล์แสงอาทิตย์ (peak power of array) จากข้อกำหนดดังกล่าวเราสามารถนำไปคำนวณค่าต่าง ๆ ข้อมูลเฉลี่ยของประเทศไทยจากการรวบเก็บข้อมูลโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศแสดงว่าพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จากเซลล์แสงอาทิตย์ในรอบปีมีค่าประมาณ 1,200 - 1,400 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อกิโลวัตต์สูงสุดต่อปี (ข้อมูลนี้ได้จากเซลล์แสงอาทิตย์รุ่นเก่า) แต่สำหรับเซลล์ที่ติดตั้งที่บ้านของผู้เข้าร่วมโครงการระบบผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคาบ้าน 10 หลังแรกนั้นเป็นเซลล์รุ่นใหม่ ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าคาดว่าพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ประมาณ 1,300 - 1,600 กิโลวัตต์ชั่งโมงต่อกิโลวัตต์ สูงสุดต่อปี เอกสารอ้างอิง 1. 21 AD Architecture Digest for the 21th Century "PHOTOVOLTAICS" Oxford Brookes University , sponsored by BP Solar , 25 p. 2. "Solar Energy Utilization Technology" , New Energy and Industrial Technology Development Organization (NEDO), Solar Energy Department , 31 p 3. Solar Photovoltaic Power Generation Using PV Technology , Vol. 1 , The Technology , ASIAN Development Bank finances study , 62 p.

โซล่าเซลล์คืออะไร

ตอบง่ายสุดๆ โซล่าเซลก็คือเครื่องชาร์จแบตเตอรี่นั่นเอง แผงโซล่าเซลวัตต์สูงชาร์จเร็ว วัตต์ต่ำชาร์จช้า โดยใช้แสงอาทิตย์เป็นตัวกำเนิดพลังงานไฟฟ้า เราใช้งานตอนกลางคืนหรือตอนกลางวันในส่วนไฟฟ้าที่เหลือจากการชาร์จของแบตเตอรี่รถยนต์ซึ่งเป็นไฟฟ้า 12V. และถ้าต้องการไฟฟ้า 220V.เราจำเป็นต้องมีตัวแปลงไฟฟ้า นั่นก็คือ....

Inverter : อินเวอร์เตอร์

คือเครื่องแปลงไฟแบตเตอรี่รถยนต์ 12V.เป็นไฟบ้าน 220V. อินเวอร์เตอร์มีวัตตต์หลายขนาด ตั้งแต่ 75วัตต์ จนถึง 2400วัตต์ ซึ่งแล้วแต่เครื่องใช้ไฟฟ้าของท่านกินกำลังไฟฟ้าเท่าไร

  • เช่น บางท่านเอาไปใช้งานเกี่ยวกับอุปกรณ์กู้ภัยใช้ 800วัตต์ พวกหลอดไฟฟ้าส่องทางเวลาเกิดไฟไหม้
  • สว่านไฟฟ้า เครื่องตัดไฟฟ้า หินเจียร เป็นต้น
  • เอาไปใช้เที่ยวป่า หุงข้าว ทำอาหาร
  • สูบน้ำจากลำธาร
  • ดูทีวี ใช้พัดลม
  • เอาไปใช้กับอุปกรณ์ Computer เช่น Notebook PC Printer ต่างๆ แล้วไปจอดรถหน้าห้างสรรพสินค้าทั่วไป รับจ้าง ทำนามบัตร ถ่ายรูปด่วน ส่งFax เล่นอินเตอร์เนท ส่งอีเมล์ ก็ยังมีเห็นมีอยู่บ่อยๆเลย หรือหรืออีกที บางหน่วยงาน
  • ไปใช้ร่วมกับโซล่าเซลบาง บางหน่วยงานรถไฟฟ้าใต้ดิน นำแบตเตอรี่มาพ่วงกับอินเวอร์เตอร์แล้วใส่รถเข็นไปไปบนรางรถไฟนำอุปกรณ์ ขุด ตัด ต่อ เจียร์ มาต่อเครื่องนี้ได้ทุกที่ๆเข็นรถคันนี้ไป ไม่ต้องโยงสายไฟฟ้าให้เกะกะ หรือยาวมากๆซึ่งสินเปลื่องค่าสายไฟฟ้ามากกว่าใช้อินเวอร์เตอร์นี้ ตกตอนเย็นก็นำแบตเตอรี่มาชาร์ทใหม่ ตอนเช้าก็เข็นไปบนรางรถไฟและใช้ได้เหมือนเดิม
  • บางร้านค้า หรือบ้านที่อยู่อาศัย ก็นำไปใช้เป็นไฟฟ้าฉุกเฉินได้สบายโดยต่อเครื่องนี้กับแบตเตอรี่อีกเช่นกัน เวลาไฟฟ้าดับ ก็สับคัทเอาท์ไฟฟ้าออก หาปลั๊กไฟฟ้าตัวผู้ 2หัว มาต่อเข้ากับเครื่องนี้ 1หัว ส่วนอีก 1หัวเสียบเข้ากับปลั๊กไฟฟ้าเดิมที่บ้านท่าน ท่านก็จะมีไฟฟ้าใช้ปกติเช่นเดิม เวลาไฟฟ้าของการไฟฟ้ามา ท่านก็ดึงปลั๊กที่เสียบปลั๊กไฟฟ้าเดิมของบ้านท่านออก แล้วสับคัทเอาท์ขึ้น ท่านก็ยังใช้ไฟฟ้าของการไฟฟ้าได้เหมือนเดิม ตามปกติ และโปรดจำไว้เสมอว่า ถ้าท่านยังไม่ปิดสวิทช์ที่อินเวอร์เตอร์แสดงว่าปลั๊กไฟฟ้าตัวผู้ 2หัวเส้นนั้นยังมีไฟฟ้า 220โวล์ทอยู่พึงระวังไว้เสมอ... .
  • +++ ตัวอย่างการใช้งาน โดยหาแบตเตอรี่ 12โวล์ทมาต่อพ่วงกับอินเวอร์เตอร์ +++
  • Notebook ทั่วไปตัวมันกินไฟฟ้าพร้อมชาร์ทแบตเตอรี่ของเครื่อง ก็ใช้ 75วัตต์
  • ทีวีสี 14-20นิ้ว หลังทีวีนั้นมีบอกกินไฟฟ้า 70วัตต์
  • ทีวีสี 25-29นิ้ว ใช้ 200วัตต์
  • มีเครื่องเล่น VCD DVD รวมด้วยใช้ 400วัตต์
  • พัดลม 12นิ้วใช้ 75วัตต์

กรณ๊ใช้อินเวอร์เตอร์เป็นไฟสำรองฉุกเฉิน

  • บ้าน ร้านอาหารต่างๆ เดี๋ยวนี้เขาใช้อินเวอร์เตอร์เป็นเครื่องสำรองไฟฟ้าใช้กันแล้ว พอไฟฟ้าดับ อินเวอร์เตอร์ก็ทำงานอัตโนมัติ เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆก็ทำงานได้ปกติ พอไฟฟ้ามา ก็มีเครื่องชาร์ตแบตเตอรี่ชาร์ตให้แบตเตอรี่เต็มตลอดเวลาใช้ในครั้งต่อไป
  • ถ้าใช้เกี่ยวกับอุปกรณ์การเลี้ยงปลาก็หาที่ชาร์จแบตเตอรี่มาต่อร่วมเวลาไฟดับอุปกรณ์นั้นยังทำงานตลอด

ข้อควรคิด "ท่านต้องคิดเสมอว่าการที่จะให้อินเวอร์เตอร์ทำงานนานๆหรือให้กำลังไฟฟ้าวัตต์สูงๆ(2400วัตต์) ท่านต้องมีแบตเตอรี่จ่ายไฟให้เหมาะสมหรือหลายลูก ไม่ใช่มีแบตเตอรี่เล็กๆลูกเดียวแล้วท่านจะใช้ได้นานๆหรือวัตต์สูงๆ ถ้าเป็นเช่นนั้นผมคงขายไฟฟ้าแข่งกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตด้วยแบตเตอรี่เล็กๆลูกเดียวดีกว่ามาขายอินเวอร์เตอร์แล้วครับ ต้องคำนวณให้เหาะสมกับการใช้งาน เช่น 75วัตต์กินไฟฟ้าแบตเตอรี่รถกระบะได้ประมาณ 16 ชั่วโมง แต่ถ้า 2400วัตต์ก็ประมาณ 30นาที ที่Loadสูงสุดครับ"

รายละเอียดของเครื่องใช้ไฟฟ้า

สูตร: Watts หาร 220V. = Amps ........ Amps คูณ 220V. = Watts

Required Watts for Common Appliances:

  1. Coffee pot (10 cup) 1200W. Coffee pot (4 cup) 650W
  2. VCR 40-60W. .
  3. CD or DVD Player 35W.
  4. Toaster 800-1500W.
  5. Stereo 30-100W.
  6. Cappuccino Maker 1250W.
  7. Clock Radio 50W.
  8. Coffee Grinder 100W.
  9. AM/FM car cassette 10W.
  10. Blender 300W.
  11. Satellite dish 30W.
  12. Microwave (600 to 1000 W cooking power) 1100-2000W (elec. consumption)
  13. Vacuum cleaner 300-1100W.
  14. Waffle iron 1200W.
  15. Mini Christmas lights (50) 25W.
  16. Hot plate 1200W.
  17. Space Heater 1000-1500W.
  18. pan 1200W. Iron 1000W.
  19. Toaster Oven 1200W.
  20. Washing machine 920W.
  21. Blow dryer 900-1500W.
  22. 12" 3 speed table fan 230W.
  23. Computer - laptop 50-75W. -
  24. pc & monitor 200-400W. -
  25. printer-inkjet 60-75W.
  26. TV - 25" color 300W. -
  27. 19" color TV or monitor 160W. - 12" b&w 30W.
  28. 13" color TV/VCR Combo 300W.
  29. Refrigerator/Freezer 600W.
  30. Game Console (X-Box) 100W.
  31. Refrigerato 500-800W.
  32. Furnace Fan (1/3hp) 1200W.

Required Watts for Common Tools:

Jig Saw 300W. 1/4" drill 250W. Band Saw 1200W. 3/8" drill 500W. Table Saw 1800W. Shop Vac 5 hp 1000W. 1/2" drill 750W. 6 1/2" circ. saw 1000W. 7 1/4" circ. saw 1200W. 8 1/4" circ. saw 1800W. Sabre Saw 500W. Portable Grinder 1380W. Disc Sander 1200W. Electric Chain Saw 14" 1200W. Makita Chop Saw 1550W. Airless Sprayer 1/2 hp 600W. Makita Cut Off Saw 1000W. Air Compressor 1 hp 2000W.

26-09-2011 Views: 1433


มารู้จัก Solar Cell กันดีกว่า

    26-09-2011
  • ไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์


 
  Copyright©2014 goodsclick.com